วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563

จะทำได้ไหม? บรูโน่ เผยเป้าหมาย ส่วนตัวซีซั่นนี้

 บรูโน่ แฟร์นันด์ส กองกลาง แมนฯ ยูไนเต็ด ระบุ เป้าหมายส่วนตัวของตนในซีซั่นนี้คือการทำประตูกับแอสซิสต์รวมกันให้มากกว่าจำนวนนัดที่ลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก ให้ได้ พร้อมเชื่อว่าต่อจากนี้ตนคงจะเล่นได้ยากขึ้นเพราะบรรดานักเตะจะรู้จักตนมากกว่าเดิม

    บรูโน่ แฟร์นันด์ส มิดฟิลด์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวว่าตนตั้งเป้าที่จะทำประตูกับแอสซิสต์รวมกันในการเล่น พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลนี้ ให้มากกว่าจำนวนนัดที่ลงเล่นให้ได้

    ในฤดูกาลนี้ บรูโน่ ยังคงทำผลงานได้ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่องจนช่วยให้ทีมครองอันดับ 3 ของตารางคะแนนในตอนนี้ โดยเขาทำไปแล้ว 9 ประตู กับ 5 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในลีก 13 นัด ส่งผลให้เขามีส่วนร่วมกับการทำประตูในลีกประจำซีซั่น 2020-21 ไปแล้วถึง 14 ลูกด้วยกัน

    แข้งวัย 26 ปีให้สัมภาษณ์กับ เอ็มยูทีวี สถานีโทรทัศน์อย่างเป็นทางการของสโมสรว่า "ผมคิดว่าผมเคยพูดไปเมื่อก่อนหน้านี้แล้วว่าการเล่นให้ทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันเป็นเรื่องง่าย เพราะรอบๆ ตัวคุณมีนักเตะฝีเท้าดีอยู่หลายคน พวกเขาจะช่วยทำให้คุณเก่งขึ้นได้ และผมก็มาที่นี่เพื่อที่จะช่วยทำให้พวกเขาเก่งขึ้นเช่นกัน ดังนั้นผมเลยคิดว่าถึงแม้ตัวเลขผลงานในตอนนี้จะดูดี แต่ตอนนี้ผมก็จำเป็นต้องเริ่มปรับปรุงให้มันดีกว่านี้อีก"

    "แน่นอนว่าหลังจากนี้มันจะเล่นได้ยากขึ้น เพราะบรรดานักเตะจะรู้จักผมมากกว่าเดิมเมื่อผ่านไปในแต่ละวัน หรือผ่านไปในแต่ละเกม แน่นอนว่าผมมีความสุขกับตัวเลขที่ออกมา และมันไม่ง่ายเลยกว่าที่จะทำผลงานแบบนั้นได้ แต่ผมอยากทำให้มันดีขึ้นกว่านี้อีก ผมอยากจบ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ด้วยการทำประตูกับแอสซิสต์ให้ได้มากกว่าจำนวนนัดที่ลงเล่น ถ้าทำอย่างนั้นได้มันก็คงเป็นเรื่องที่ดีเลย"



ติดตามข่าวเพิ่มเติม >> aisufabet.com | 4thinkufabet.com

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563

เอ็มบั๊ปเป้ เผยอนาคตขึ้นอยู่กับ ครอบครัวด้วย

 คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ดาวยิง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ระบุ อนาคตของตนจะเป็นยังไงมันต้องขึ้นอยู่กับครอบครัวด้วย โดยบอกว่าที่ผ่านมาคนในครอบครัวให้การหนุนหลังตนเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

    คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กองหน้าคนเก่งของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สโมสรมหาเศรษฐีแห่งเวที ลีก เอิง ฝรั่งเศส เปิดเผยว่าครอบครัวของตนจะมีส่วนสำคัญในการตัดสินอนาคตการค้าแข้งของเจ้าตัว หลังจากที่ เอ็มบั๊ปเป้ มีข่าวลือเรื่องการย้ายทีมอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา

    ดาวเตะวัย 21 ปี เหลือสัญญากับทีมจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2022 เท่านั้น และถึงแม้ ปารีสฯ จะแสดงท่าทีว่าต้องการต่อสัญญากับเขาให้ได้ แต่การเจรจาก็ยังไม่ได้ข้อสรุปสักที ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้ เอ็มบั๊ปเป้ ตกเป็นข่าวกับทั้ง เรอัล มาดริด และ ลิเวอร์พูล อย่างหนัก

    เอ็มบั๊ปเป้ เผยว่า "เราทำการตัดสินทุกอย่างร่วมกันในฐานะครอบครัว ผมคิดว่านั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด มันทำให้ผมไปได้ไกลกว่าเดิม และทำให้ผมมาถึงจุดนี้ได้ ถ้าไม่มีพวกเขาผมก็คงไม่มีทางมาถึงตรงนี้ได้หรอก เพราะบางครั้งคุณจะเจอช่วงเวลาที่แย่ๆ ในอาชีพการเล่น และพอถึงตอนนั้นคุณก็จะได้เห็นว่าใครที่อยู่เคียงข้างคุณอย่างแท้จริง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ของผมท่านก็อยู่เคียงข้างผมอยู่เสมอ ผมคิดว่าถ้าไม่มีพวกเขาผมก็คงไม่มีทางมีทุกอย่างเหมือนอย่างในตอนนี้ พวกเขาแสดงให้ผมเห็นถึงทางที่เหมาะสม และผมก็โชคดีมากๆ ที่มีคุณพ่อคุณแม่แบบพวกท่าน"



ติดตามข่าวเพิ่มเติม >> https://bulahdelahevents.com/ | http://banknegar.com/

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2563

เจาะ 5 ประเด็นก่อน เกมลิเวอร์พูล เยือน ฟูแล่ม

 เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันเตรียมนำ ลิเวอร์พูล บุกเยือน ฟูแล่ม ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคมนี้ โดยพวกเขาอาจจะมีสถิติไม่ค่อยดีนักในการเล่นนอกบ้านเกมลีก เพราะสะกดคำว่าชนะไม่ได้เลยใน 4 เกมหลังสุด ต่างจากการเล่นในแอนฟิลด์ ราวฟ้ากับเหว

    แมตช์นี้ "หงส์แดง" มีข่าวดีมากๆ เมื่อ อลีสซง เบ็คเกอร์ ฟิตสมบูรณ์พร้อมกลับมาทำหน้าที่เป็นมือ 1 ให้กับสโมสร ขณะที่แบ็กโฟร์ได้ผู้เล่นชุดที่แกร่งที่สุดคืนทัพได้แก่ โฌแอล มาติป, ฟาบินโญ่, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน


    ขณะเดียวกัน โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เตรียมที่จะลบล้างอาถรรพ์ในการเล่นที่กรุงลอนดอน ซึ่งมักจะยิงประตูไม่ค่อยได้ โดยซัดไปแค่ประตูเดียวจาก 12 เกมหลังสุดที่มาเยือนเมืองหลวงผู้ดี ที่สำคัญเกมนี้พวกเขาต้องเก็บชัยชนะให้ได้ เพื่อเบียดกับ สเปอร์ส ซึ่งกำลังฟอร์มแรงในเวลานี้

1. พ่อหมีกลับคืนตำแหน่งเดิม

    แม้ว่า ควีวิน เคลเลเฮอร์ ผู้รักษาประตูอนาคตไกลจะโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในช่วง 3 เกมล่าสุดที่ได้รับโอกาสจาก คล็อปป์ แต่ตอนนี้ อลีสซง เบ็คเกอร์ กลับมาฟิตสมบูรณ์แล้ว  และแน่นอนว่าตำแหน่งมือ 1 ทัพ "หงส์แดง" จะกลับคืนสู่ที่เดิมอีกครั้ง

2. ซาลาห์ลบหลอนกรุงลอนดอน

    ต้องยอมรับว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ทำผลงานได้อย่างน่าเหลือเชื่อให้กับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เมื่อเขาตะบันตาข่ายคู่แข่งไปแล้ว 82 ประตูจากการลงสนาม 118 แมตช์ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งถือว่าเยอะกว่านักเตะคนอื่นๆ นับตั้งแต่ที่เริ่มต้นฤดูกาล 2017/2018 

3. ฟอร์ม "หงส์แดง" ยิ่งแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ฟอร์มของลิเวอร์พูลในเวลานี้ต้องบอกว่ากำลังเข้าฝักจริงๆ เพราะพวกเขาแพ้แค่เกมเดียวเท่านั้นนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคม (แพ้  แอสตัน วิลล่า 2-7)  โดยแมตช์นั้นก็คือการแพ้ อตาลันต้า 0-2 ที่สนามแอนฟิลด์ ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อเดือนพฤศจิกายน 

4. เทรนต์ พร้อมประจำการ, ฟาบินโญ่-มาติป คู่เซนเตอร์แบ็ก

    อย่างที่บอกไปว่า เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ มีสภาพร่างกายฟิตสมบูรณ์แล้ว หลังจากที่นักเตะเพิ่งจะได้ลงสนามเต็มเวลา 90 นาที พร้อมทำหน้าที่เป็นกัปตันทีมในช่วงต้นเกมเยือน มิดทิลแลนด์ ด้วย ฉะนั้นตำแหน่งแบ็กขวา คงได้เวลาที่เจ้าของเดิมต้องกลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง

5. ได้เวลาหยุดสถิติไร้ชัยเกมเยือนซะที

    เห็นฟอร์มการเล่นที่สุดยอดของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะเกมในรังแอนฟิลด์ แต่หารู้ไม่ว่าฟอร์มการเล่นเกมเยือนของพวกเขาไม่ได้น่าอภิรมณ์เอาซะเลย เพราะเกมเยือนในศึกพรีเมียร์ลีกของพวกเขาในช่วง 4 แมตช์หลังสุดสะกดคำว่า "ชนะ" ไม่ได้เลย



ติดตามข่าวเพิ่มเติม >> https://bulahdelahevents.com/ | http://banknegar.com/

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563

"เนวิลล์" ฟันธง เชลซี มีลุ้นแชมป์มากกว่า สเปอร์ส

 แกรี เนวิลล์ ตำนานแบ็กขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกโรงฟันธงว่า เชลซี มีโอกาสลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก มากกว่า ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์


เชลซี และ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ออกสตาร์ทพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ได้อย่างร้อนแรง โดยทั้งสองทีมเพิ่งแพ้ไปเพียง 1 นัดเท่านั้น


หลังผ่านไป 11 นัด สิงห์บลูส์ รั้งอยู่อันดับที่ 3 ของตาราง มีแต้มตามหลังจ่าฝูงอย่าง ไก่เดือยทอง 2 คะแนน ทำให้ทั้งคู่ถูกยกให้เป็นทีมเต็งแชมป์เคียงข้างกับ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้


ล่าสุด เนวิลล์ผู้พี่ ฟันธงว่า "ผมคิดว่า เชลซี มีโอกาสมากกว่า สเปอร์ส"


"พวกเขาเคยคว้าแชมป์มาแล้วหลายครั้ง แถมยังมีนักเตะที่ดีเต็มทีม เชลซีเป็นทีมที่อันตรายมากและมีโอกาสคว้าแชมป์มากในฤดูกาลนี้"



ติดตามข่าวเพิ่มเติม >> https://bulahdelahevents.com/ | http://banknegar.com/

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563

โอเว่น ฟันธง แมนยู-ลิเวอร์พูลบู๊ชปล.

 ไมเคิ่ล โอเว่น อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ มั่นใจว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะบุกไปชนะ แอร์เบ ไลป์ซิก 2-1 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช นัดสุดท้าย คืนวันอังคารที่ 8 ธันวาคมนี้ (03.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) พร้อมกับเข้ารอบน็อกเอาต์ได้สำเร็จ

สถานการณ์ในกลุ่ม เอช ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด, ไลป์ซิก และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ต่างมี 9 แต้มเท่ากัน แต่แค่ผลเสมอก็เพียงพอที่จะทำให้ "ปีศาจแดง" คว้าตั๋วเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ไปพร้อมๆ กับ เปแอสเช ที่มีโอกาสสูงจะเปิดบ้านชนะ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ เนื่องจากทีมดังเมืองผู้ดีมีสถิติเฮด-ทู-เฮดดีกว่าสโมสรเมืองเบียร์ 

โอเว่น แสดงความเห็นผ่าน เบต วิคเตอร์ ว่า "แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่มี เอดินสัน คาวานี่ และ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ในเกมไปเยือน ไลป์ซิก ทีมจากเยอรมันเพิ่งเสมอ บาเยิร์น มิวนิค 3-3 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด รู้ดีว่า พวกเขาจะเจอบททดสอบสำคัญ" 

"เจ้าถิ่นต้องการชัยชนะเพื่อเข้ารอบ อย่างไรก็ตาม แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้ดีเวลาเล่นเกมเยือนซีซั่นนี้ ไลป์ซิก คงเปิดเกมบุกใส่ แล้วจะเสียท่าให้กับทีมที่กำลังทำได้ดีกับจังหวะการเล่นโต้กลับ สุดท้ายแล้วผมเชื่อว่า ไลป์ซิก จะแพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-2" อดีตดาวยิง "ปีศาจแดง" เผย



ติดตาม >> http://perfect-cash.net/ | http://leschatsdelimeil.com/

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

"โซลชา" ดับเทียนตลาดมกราคมไม่เอาใครแล้ว

 



โอเล กุนนาร์​ โซลชา ผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด กล่าวว่า ตลาดมกราคมนี้คงไม่ซื้อใครเพิ่ม เพราะขุมกำลังแน่นดีแล้วทุกตำแหน่ง แฟนผีแดงก็เสพข่าวให้เป็นสีสันพอ


"เกี่ยวกับตลาดมกราคมว่าจะคึกคักแค่ไหนนั้น มันก็ยากจะพยากรณ์สถานการณ์การเงินของทีมอื่นๆ"


"ผมคงไม่มานั่งฟันธงใครเข้า-ใครออก ตามข่าวที่มากมายขณะนี้ เพราะโลกฟุตบอลเปลี่ยนแปลงตลอด สำหรับเราทุกอย่างขึ้นอยู่กับอาการบาดเจ็บผู้เล่นเป็นสำคัญ"


"ส่วนตัวผมพอใจกับขุมกำลังในปัจจุบัน จากนี้ทีมจะแกร่งขึ้น สัมผัสได้ว่าทีมอยู่ในสถานะที่ดีเช่นนั้น" กุนซือชาวนอร์วีเจียนวัย 47 ปีกล่าว


ติดตาม >> http://monclerjacketsoutletsalesonline.com/

>> http://seckauer-keramik.com/

จอร์เกฟฟ์ เลือก โบลตัน แทนที่จะเลือก ลิเวอร์พูล

 



ยูริ จอร์เกฟฟ์ อดีตแนวรุกทีมชาติฝรั่งเศส เผยว่าได้ปัดข้อเสนอจาก ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนซบ โบลตัน เมื่อปี 2002


"ผมมีปัญหากับโค้ชที่ไกเซอร์สเลาเทิร์น จากนั้นผมได้ทานอาหารเย็นกับ แซม อัลลาร์ไดซ์ ที่เยอรมนี เราคุยกันทุกเรื่อง เขาบอกผมเกี่ยวกับสถานการณ์ของสโมสรและการที่พวกเขากำลังเสี่ยงต่อการตกชั้น"


"ผมเห็นชายที่แข็งแกร่งพร้อมแพสชั่นของเขาที่มีต่อสโมสรนี้และแฟนบอล นั่นทำให้ผมประทับใจ"


"ผมกำลังคุยกับ ลิเวอร์พูล, แมนฯ ยูไนเต็ด และ โบลตัน ในเวลาเดียวกัน ผมได้คุยกับ เชราร์ อุลลิเยร์ (กุนซือลิเวอร์พูลในตอนนั้น) ซึ่งเป็นเพื่อนที่ยอดเยี่ยมของผม แต่เขาบอกว่าผมไม่สามารถสัญญาได้ว่าคุณจะได้ลงเล่นตลอด"


"เราเข้าใกล้ฟุตบอลโลก 2002 และผมก็คุยกับ โรเชร์ เลอแมร์ (กุนซือทีมชาติฝรั่งเศสในตอนนั้น) ซึ่งเขาบอกว่าผมต้องลงเล่นถึงจะอยู่ในข่ายพิจารณา มันก็เหมือนกันกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน"


"ดังนั้น ผมเลยคิดว่า 'ผมจะไปโบลตันเพื่อลงเล่น 12 เกมสุดท้าย' ผมไม่รู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ผมรักฟุตบอลอังกฤษ รักในสภาพอาการห่วยๆ ผู้คน และแฟนบอลที่นั่น"


ติดตาม >> http://monclerjacketsoutletsalesonline.com/

>> http://seckauer-keramik.com/

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

“วิตามิน” ไม่ใช่ “ยา” ความคล้ายที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด


ความแตกต่างของ “วิตามิน” กับ “ยา”

 ยา กับ วิตามิน เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยา คือสิ่งที่ร่างกายไม่มี ร่างกายเราไม่สามารถผลิตยาเองได้ ดังนั้น ยาจึงไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในภาวะร่างกายปกติ ในทางกลับกัน ยามีไว้ใช้รักษาอาการผิดปกติของร่างกายที่มีอาการรุนแรง

เช่น อาการปวดหัว ต้องได้รับยาพาราเซตามอลที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ซึ่งยามีการออกฤทธิ์ที่เร็ว สามารถระงับอาการต่างๆ ได้ แตกต่างจากการรับประทานอาหารเสริมที่จะเข้าไปช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกาย


หลักการใช้ยาที่ถูกต้อง

เมื่อเรารับประทานยาจนหายป่วยแล้ว ต้องหยุดใช้ยา หากหายแล้วยังรับประทานยาต่อไปเรื่อยๆอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพราะยาส่วนใหญ่ผลิตจากสารเคมี หากใช้เป็นประจำและเกินความจำเป็น ท้ายที่สุดอาจเกิดการสะสมในร่างกาย และส่งผลเสียต่อตับและไตได้


“วิตามิน” สิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้

วิตามิน คือ สารที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราอยู่แล้ว และเป็นสิ่งจำเป็นที่ร่างกายขาดไม่ได้ หากขาดวิตามินแล้ว ร่างกายจะแสดงความผิดปกติออกมาให้เห็นทันที และเมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติต่างๆเกิดขึ้น สามารถตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุของการขาดวิตามินได้ และรับประทานวิตามินเสริมเข้าไป

วิตามินแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 7 บี 9 บี 12 และวิตามินซี โดยวิตามินชนิดนี้จะสามารถอยู่ในร่างกายได้ 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการดูดซึมไปใช้งานก็จะถูกขับออกทางไต  โดยการปัสสาวะนั่นเอง  ดังนั้น วิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ จะมีโอกาสสะสมในร่างกายน้อยมาก จึงไม่ค่อยมีผลข้างเคียง

วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งจะละลายได้ในไขมันเพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่สามารถขับออกทางปัสสาวะได้ หากได้รับวิตามินเหล่านี้มากเกินไป อาจเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ ผู้ที่รับประทานวิตามินชนิดนี้จึงควรมีช่วงที่หยุดรับประทานบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมในร่างกายมากจนเกินไป

วิตามินเป็นอาหารเสริม ไม่ใช่อาหารหลัก

แม้ว่าการได้รับวิตามินอย่างเพียงพอและเหมาะสมจะสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกายได้ ช่วยเสริมในส่วนที่ร่างกายขาดได้ หากเลือกรับประทานอย่างเหมาะสม แต่การรับประทานวิตามินก็ไม่สามารถมอบสารอาหารอันหลากหลายได้เหมือนอาหารจานหลัก

สำหรับวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายและควรได้รับทุกวัน ได้แก่ วิตามินซี และวิตามินบี  ซึ่งเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ หลังจากดูดซึมไปใช้งานแล้วจะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะ ไม่สะสมในร่างกาย จึงสามารถรับประทานเป็นประจำทุกวันได้อย่างปลอดภัย

ถึงแม้ว่าวิตามินจะไม่สามารถทดแทนอาหารจานหลักได้ แต่วิตามินและแร่ธาตุเสริม 1 เม็ด มักจะอัดแน่นด้วยปริมาณแร่ธาตุและสารอาหารที่คนปกติอาจไม่สามารถรับได้จากการรับประทานอาหารเพียง 1 มื้อหรือ 1 วันเพื่อให้ได้สารอาหารเหล่านั้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น ต้องกินฟักทอง 1 ผลเพื่อให้ได้เบตาแคโรทีน 2 มิลลิกรัม เท่ากับการรับประทานเบตาแคโรทีน 1 เม็ด ซึ่งคนปกติอาจไม่สามารถรับประทานฟักทองได้ถึง 1 ผล


วิตามิน เกราะป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ

สารอนุมูลอิสระ เปรียบเสมือนยาพิษ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม เช่น นอนดึก นอนไม่พอ สูบบุหรี่  ดื่มเหล้า หรือ เจอกับมลภาวะ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งความน่ากลัวของอนุมูลอิสระคือ แม้จะไม่ทำให้เกิดโรคในทันที แต่ทำให้ร่างกายเกิดความเสื่อม ทำลายเม็ดเลือด ทำลายอวัยวะต่างๆ และนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพในระยะยาว
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วัยไหน ควรดื่ม นม อย่างไร ถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563

วัยไหน ควรดื่ม นม อย่างไร ถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด


การดื่มนมมีความสำคัญกับทุกช่วงวัย เด็กทารกควรกินนมแม่อย่างเดียวติดต่อกัน 6 เดือนจนถึง 2 ปี ส่วนเด็กโตนมโคสดแท้ 100% รสจืดจะให้ประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงผู้สูงอายุที่ควรดื่มนมวันละ 1 แก้ว
นม มีไขมันดีเพิ่มพลังงาน โปรตีนสูงสร้างเม็ดเลือดและกระดูก แคลเซียมสูง ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ มีผลดีต่อสมอง เสริมสร้างพัฒนาการ อีคิว ไอคิว

อาการแพ้นมวัวนั้น อาจมีสาเหตุมาจากหลายๆ ปัจจัยรวมทั้งทางด้านพันธุกรรม แต่เด็กๆ ยังสามารถดื่มนมได้ เพราะยังมีนมชนิดอื่นมาทดแทน



ประโยชน์ของนม อาหารสำหรับทุกช่วงวัย

วัยทารก

- ประโยชน์ของนม เริ่มตั้งแต่ทารกกินนมแม่ เพราะนมแม่เป็นอาหารที่ให้ประโยชน์สูงสุดตั้งแต่ทุกคนลืมตาดูโลก โดยทารกต้องกินนมแม่อย่างเดียวติดต่อกัน 6 เดือน หรือบางครอบครัวให้กินจนถึง 2 ปี พร้อมกับเสริมอาหารตามวัย ซึ่งกุมารแพทย์ทารกแรกเกิดทุกคนให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และแนะนำเรื่องการให้กินนมแม่ 100% อยู่แล้ว

สารอาหารในนมแม่จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกได้อย่างดีที่สุด นมแม่ยังช่วยเสริมเรื่องของพัฒนาการ อีคิว ไอคิว ความฉลาดทางปัญญา ช่วยให้การเจริญเติบโตเหมาะสม และข้อดีอีกหนึ่งข้อ คือ ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ดังนั้นเด็กๆ ควรดื่มนมเพื่อช่วยเสริมให้ร่างกายเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่

วัยเด็ก

- เมื่อเด็กโตขึ้น สามารถดื่ม นมโคสดแท้ 100% ควรต้องเป็นนมรสจืดจะดีที่สุด โดยในปริมาณ 100 มิลลิลิตรเท่ากัน พบว่า นมสด มีส่วนผสมของแคลเซียม 135 มิลลิลิตร โปรตีน 3.3 กรัม วิตามินเอ 71 มิลลิกรัม และวิตามินอี 0.22 มิลลิกรัม ในขณะที่นมปรุงแต่งอื่นๆ ก็จะมีคุณค่าลดลงตามลำดับ และข้อดีของการดื่มนมจืด คือ สามารถช่วยลดพฤติกรรมการติดรสหวานได้

และยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน เบาหวาน และลดการเกิดฟันผุด้วย อย่างรู้กันมานานว่านมช่วยทำให้สูง ดังนั้นควรเตรียมตัวให้ดี เรื่องการดื่มนม ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงสร้างวินัยการออกกำลังกายให้เด็กๆ โดยเด็กผู้หญิงจะเริ่มสูงเมื่ออายุ  6 ปี เด็กผู้ชายเริ่มเมื่ออายุ 8 ปี

ส่วนที่เห็นว่าเด็กๆ มีอาการแพ้นมวัวนั้น อาจมีสาเหตุมาจากหลายๆ ปัจจัยรวมทั้งทางด้านพันธุกรรม แต่เด็กๆ ยังสามารถดื่มนมได้ เพราะยังมีนมชนิดอื่นมาทดแทน เช่น ทานนมที่มีโปรตีนนมวัวย่อยละเอียด นมจากเนื้อไก่ นมข้าวอะมิโนที่เป็นนมที่มีโปรตีนเป็นกรดอะมิโน หรือนมถั่ว

วัยผู้ใหญ่

- สำหรับผู้ใหญ่ หากเป็นผู้มีปัญหาไขมันในเลือดสูง อาจไม่แนะนำให้ดื่มนมวัวแท้ 100% ควรให้ดื่มนมเป็นชนิดพร่องมันเนย ส่วนหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร สามารถดื่มนมได้ตามปกติ แคลเซียมที่อยู่ในนมจะช่วยบำรุงกระดูกมารดาและสร้างกระดูกทารกในครรภ์

วัยผู้สูงอายุ

- สำหรับผู้สูงอายุ นมจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เป็นประโยชน์อย่างมากในวัยผู้ใหญ่ที่ร่างกายมีอัตราการสร้างฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ฟื้นฟูร่างกายลดน้อยลง โดยคนสูงอายุควรดื่มนมวันละ 1 แก้ว


คุณสมบัติและประโยชน์ของนม

- นมยังมีประโยชน์กับทุกเพศทุกวัย ดังนี้

- มีไขมันดี เพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย

- โปรตีน ได้แก่ เคซิน โกลบูริน อัลบูมิน และเอนไซม์ ที่สูงซึ่งมีประโยชน์ต่อการสร้างเม็ดเลือดและกระดูก

- แคลเซียมสูง เสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน  ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ และนมช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ดีหากเกิดอุบัติเหตุหรือมีบาดแผล

- แลคโตส นำไปใช้ในการเจริญเติบโตของสมอง

- มีวิตามินหลายตัว บำรุงเม็ดเลือดให้สมบูรณ์

- ช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาทให้ตอบสนองได้รวดเร็ว
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563

โควิด-19 เชื่อมโยงกับ "ระบบประสาท" จริงหรือ

ปัจจุบันโควิด-19 ยังคงระบาดไปทั่วโลก แม้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในบางประเทศเริ่มดีขึ้น แต่ก็ยังมีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับโรคบางโรคที่อาจเชื่อมโยงกับ โควิด-19 ได้ ซึ่งผู้ป่วยที่ติดเชื้อ นอกจากในระบบทางเดินหายใจ ยังสามารถทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ได้ โดยหนึ่งในระบบโรคดังกล่าวคือ โรคทางระบบสมองและประสาท

 

นพ.ชัยศักดิ์ ดำริการเลิศ แพทย์อายุรกรรมระบบประสาทและแพทย์ผู้ชำนาญการด้านพฤติกรรมประสาทวิทยาและโรคสมองเสื่อม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า มีงานวิจัยจากนครอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีนพบว่า ผู้ป่วยโควิด-19 สามารถพบอาการทางระบบประสาทได้ถึง 36%

ซึ่งอาการดังกล่าวพบได้ทั้งในระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) และระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nervous System) โดยคาดว่าอาการดังกล่าวเกิดจากการที่เชื้อไวรัสสามารถเข้าไปในระบบประสาทได้โดยตรง และไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ ให้เกิดการอักเสบ และทำให้มีการบาดเจ็บของเซลล์ประสาทตามมา

จากงานวิจัยดังกล่าวพบว่า อาการทางระบบประสาทในผู้ป่วยโควิด-19 มีได้ตั้งแต่อาการเพียงเล็กน้อย เช่น มึนศีรษะ ปวดศีรษะ การรับรสหรือรับกลิ่นลดลง อาการปวดเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อ จนถึงอาการรุนแรง เช่น การรับรู้สติสัมปชัญญะที่ลดลง อาการชัก หรืออาการของโรคหลอดเลือดสมอง
 

นอกจากนั้นยังมีรายงานผู้ป่วยเกี่ยวกับเชื้อโควิด-19 ที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ (Encephalitis) หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) โรคกลุ่มอาการกิลแลงบาร์เร (Guillain Barre Syndrome) และโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดในผู้ป่วยอายุน้อย (Acute Ischemic Stroke in Young Adults)

สำหรับคนที่มีโรคทางระบบประสาทอยู่เดิม เช่น โรคลมชัก โรคหลอดเลือดสมอง โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ หรือ โรคพาร์กินสัน จากงานวิจัยจนถึงปัจจุบันยังไม่พบว่าโรคประจำตัวทางระบบประสาทดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 และยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนชัดเจนว่า ยารักษาโรคทางระบบประสาทดังกล่าวจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวทางระบบประสาทดังกล่าวบางส่วนมีอายุค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าในคนสูงอายุนั้นมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ได้ง่ายกว่าในคนอายุน้อย รวมทั้งอาการแสดงจะรุนแรงกว่า จึงมีความจำเป็นที่ผู้ป่วยที่มีโรคประจำทางระบบสมองและประสาทดังกล่าว

ควรรับประทานยาต่อเนื่อง ดูแลสุขภาพตนเองให้ดี และมีการป้องกันการติดเชื้อที่ถูกต้องร่วมด้วย ในโรคทางระบบประสาทบางอย่าง เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมายแอสทีเนียกราวิส (Myasthenia Gravis)  โรคปลอกประสาทอักเสบของระบบส่วนกลาง (Multiple Sclerosis) หรือโรคเส้นประสาทอักเสบเรื้อรัง

 (CIDP) ผู้ป่วยบางคนจำเป็นต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือปรับเปลี่ยนภูมิคุ้มกันในการควบคุมโรค ซึ่งจากข้อมูลจนถึงปัจจุบัน ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่ายากลุ่มนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ได้มากน้อยเพียงใด แต่หากหยุดยาดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้โรคประจำตัวกำเริบ

ส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงจากตัวโรคและทุพพลภาพตามมา แนะนำว่าผู้ป่วยที่รับยาในกลุ่มนี้ไม่ควรหยุดยาเอง ควรดูแลสุขภาพ และป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อให้ดี ปรึกษาแพทย์ประจำที่รักษาก่อนการหยุดหรือปรับเปลี่ยนยาทุกครั้ง

การติดเชื้อโควิด-19 นอกจากจะทำให้เกิดอาการทางระบบหายใจแล้ว ยังสามารถทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทได้หลากหลายแบบ ซึ่งอาการดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นอาการที่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงกับเชื้อไวรัสชนิดนี้ บางครั้งอาการที่เป็นอาจเป็นจากสาเหตุอื่น ไม่ได้เป็นจากเชื้อโควิด-19 เสมอไป

ดังนั้นหากมีอาการหรือข้อสงสัย แนะนำให้ปรึกษาแพทย์อายุรกรรมระบบประสาทเพื่อทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของอาการต่อไป
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วิธีแก้ท้องอืดให้ได้ผล

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

วิธีแก้ท้องอืดให้ได้ผล

สาเหตุของอาการท้องอืดที่พบบ่อยมาจากการมีแก๊สในระบบทางเดินอาหารมากกว่าปกติ ซึ่งมาจากการรับประทานอาหารแล้วไม่สามารถย่อยได้อย่างเหมาะสมหรือมาจากการกลืนอากาศเข้าไปในขณะที่กำลังรับประทานอาหารหรือดื่มเครืองดื่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมต่อไปนี้ อาจเพิ่มโอกาสให้ท้องอืดได้มากขึ้น



- รับประทานอาหารเร็วเกินไป
- รับประทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย
- ดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ดื่มน้ำจากหลอดดูด
- เคี้ยวหมากฝรั่ง
- สูบบุหรี่
- สวมฟันปลอมหลวม

สาเหตุทางด้านสุขภาพอื่น ๆ ได้แก่

- ลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS)
- โรคลำไส้อักเสบ เช่น โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง (Ulcerative Colitis) หรือโรคโครห์น (Crohn's Disease)
- การทำงานของกระเพาะลำไส้ที่ผิดปกติ (Functional Gastrointestinal Disorders: FGIDs)
- อาการแสบร้อนกลางอก
- ภูมิแพ้อาหาร
- น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรืออ้วน
- ฮอร์โมนแปรปรวน
- โรคเจียอาร์ไดอาซิส (Giardiasis) หรือโรคท้องร่วงจากเชื้อเจียอาร์ไดอาซิส
- โรคที่เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร เช่น โรคกลัวอ้วน (Anorexia Nervosa) หรือโรคบูลิเมีย
- โรคเซลิแอค (Celiac Disease) หรืออาการแพ้กลูเตนในอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ เช่น ขนมปัง
- ภาวะอาหารผ่านเข้าสู่กระเพาะอาหารอย่างรวดเร็ว
- ภาวะน้ำในช่องท้อง จากโรคตับหรือโรคไต
- เนื้องอกในช่องท้อง
- ปัญหาทางด้านสุขภาพจิต เช่น ความเครียด วิตกกังวล และโรคซึมเศร้า
- ยาบางชนิดที่ทำให้มีแก๊สมาก เช่น ยานาพรอกเซน (Naproxen) ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) และยา- แอสไพริน (Aspirin)

ภาวะต่อไปนี้ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดแก๊สและอาการท้องอืด

- การขาดหรือมีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหารมากเกินไป
- มีการสะสมของแก๊ส
- การเคลื่อนไหวหรือการบีบตัวของลำไส้ลดลง
- เกิดความบกพร่องในการระบายลมออกจากร่างกาย
- ท้องผูก
- การดูดซึมอาหารที่ผิดปกติ
- ลำไส้แปรปรวน

เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์?

โดยทั่วไป อาการท้องอืดมักไม่มีอันตรายใด ๆ และมักหายไปได้เองโดยไม่ต้องรักษา แต่หากพบว่ามีอาการท้องอืดต่อเนื่อง และมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคที่มีความรุนแรงได้

- มีไข้สูง
- ปวดท้องอย่างรุนแรงหรือเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน
- อุจจาระปนเลือด หรืออุจจาระสีเข้มมาก
- ท้องเสีย
- แสบร้อนกลางอก
- อาเจียน
- น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

มีวิธีแก้ท้องอืดอย่างไรบ้าง ?

ปรับพฤติกรรมการรับประทานและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่าง ได้แก่

- รับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มให้ช้าลง จะช่วยลดการกลืนอากาศให้น้อยลงได้
- ดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงหรือจำกัดการดื่ม เพราะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก
- หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส เช่น พืชตระกูลผักกาด ถั่ว หัวหอม บรอกโคลี กะหล่ำดอก กล้วย ลูกเกด และขนมปังโฮลวีท
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของสารให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น ซอร์บิทอล (Sorbitol) เพราะผลิตจากน้ำตาลฟรุกโตสที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องอืด
- ผู้ป่วยที่มีอาการท้องอืดจากการแพ้โปรตีนกลูเตน ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของข้าวสาลีทุกชนิด หากแพ้น้ำตาลแลกโตสก็ควรงดผลิตภัณฑ์จากนมเช่นกัน
- หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม เพราะขณะที่กำลังเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม จะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
- จำกัดอาหารประเภทไขมัน
- สังเกตชนิดของอาหารหรือเครื่องดื่มที่มักทำให้เกิดอาการ
- หากมีอาการท้องอืดบ่อย ๆ เนื่องจากรับประทานอาหารมากเกินไป ควรลดปริมาณอาหารลง หรือแบ่งย่อยมื้ออาหารจาก 3 มื้อ เป็น 5-6 มื้อ เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ
- ลดน้ำหนัก สำหรับผู้ที่อ้วนหรือมีน้ำหนักตัวมาก
- ผู้ที่มีภาวะการย่อยแลคโตสผิดปกติ (Lactose Intolerance) ควรบริโภคผลิตภัณฑ์ทำจากนมที่ปราศจากแลคโตส
- บริโภคผลิตภัณที่มีโปรไบโอติกส์ (Probiotics) หรือจุลินทรีย์ที่มีชีวิตซึ่งมีประโชน์ต่อร่างกาย เช่น โยเกิร์ต โดยจะช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ และจากการวิจัยพบว่ามีส่วนช่วยบรรเทาอาการท้องอืดได้
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
- ตรวจสอบฟันปลอม เพราะหากฟันปลอมที่ใส่อยู่ไม่พอดี อาจทำให้ต้องกลืนอากาศเข้าไปมากเวลารับ- ประทานอาหารและดื่มน้ำ
- หลีกเลี่ยงความเครียดและความวิตกกังวล
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้และช่วยบรรเทาความเครียด
- หลังรับประทานอาหาร ควรขยับร่างกาย เช่น เดินเบา ๆ เพื่อช่วยให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว ซึ่งจะช่วยกำจัดแก๊สออกจากกระเพาะอาหารและลำไส้
- สมุนไพรบางชนิด นอกจากนำมาใช้เป็นส่วนผสมอาหารแล้วยังมีสรรพคุณที่ช่วยขับลมและบรรเทาอาการท้องอืดได้ เช่น ขิง สะระแหน่ ชินนาม่อน คาโมไมล์ โหระพา ยี่หร่า กระเทียม จันทน์เทศ ผักชีฝรั่ง และออริกาโน่
- รักษาด้วยการนวด

การนวดบริเวณท้องอาจมีส่วนช่วยลดอาการท้องอืดได้ โดยจากการศึกษาวิจัยพบว่าใน 80 คน ที่มีภาวะน้ำในท้องมากหรือท้องมาน (Ascites) และได้รับการนวดบริเวณท้องวันละ 2 ครั้ง วันละ 15 นาที เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 วัน ผลปรากฏว่า การนวดมีส่วนช่วยทำให้อาการซึมเศร้า วิตกกังวล ลดลง และช่วยให้อาการท้องอืดดีขึ้นได้ 

การรักษาด้วยยา

ยาที่นิยมนำมาใช้บรรเทาอาการท้องอืดได้แก่ ไซเมทิโคน (Simethicone) เป็นยาขับลม ช่วยบรรเทาอาการจุกเสียด ท้องอืด และแน่นท้อง หรือยาดอมเพอริโดน (Domperidone) ซึ่งช่วยการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้อาหารและแก๊สเคลื่อนผ่านระบบย่อยอาหารได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนั้น สำหรับผู้ที่มีปัญหาการย่อยอาหารที่ผิดปกติจากภาวะตับอ่อนบกพร่อง สามารถรับประทานเอนไซม์จากตับอ่อนเสริมพร้อมอาหารเพื่อเพิ่มเอนไซม์ที่ขาดหายไปได้

อ่านเพิ่ม อาการท้องเสีย ได้ที่นี่

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

"พลอย ชิดจันทร์" ลูก 4 แต่แซ่บมาก ปล่อยภาพเซ็ตเล่นน้ำดับร้อน เซ็กซี่ทุกช็อต



ไม่แปลกใจเลยจริงๆ ว่าทำไมบรรดาแม่ๆ รวมทั้งแฟนคลับ ถึงได้ยกให้นักแสดงสาว พลอย ชิดจันทร์ ศรีภรรยาของนักธุรกิจหนุ่ม เคน ฮุง เจ้าของสถานะคุณแม่ลูก 4 เป็นหนึ่งในคุณแม่ไอดอลแห่งยุค

เพราะทั้งไลฟ์สไตล์ การทำงาน การดูแลลูกๆ การเอาใจใส่คุณสามี ไปจนถึงการดูแลรูปร่าง เรียกได้ว่าสาวเก่งคนนี้จัดสรรตารางชีวิตได้เป๊ะมาก ไม่มีขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย

แถมล่าสุดเจ้าตัวก็ยังได้ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป๊ะของตัวเองให้แฟนๆ ได้ร้องว้าวกันอีกครั้ง ด้วยการปล่อยภาพเซ็ตในชุดว่ายน้ำขณะทำกิจกรรมดับร้อนกับลูกสาว ลงบนอินสตาแกรม @ploychidjun พร้อมเขียนแคปชั่นบรรยายถึงโมเมนต์นี้เอาไว้ด้วยว่า "Summer calling ฟรุ้งฟริ้ง สไตล์วัยรุ่น เที่ยวทะเล บ้านเราจ้า"

งานนี้เล่นเอาบรรดาแฟนคลับ ถึงกับต้องแห่เข้ามากดไลก์ให้กับความเซ็กซี่ปนน่ารักของ พลอย ชิดจันทร์ กันแบบรัวๆ เรียกได้ว่าเป็นคุณแม่ลูก 4 ที่ยืนหนึ่งเรื่องความเป๊ะปังมากจริงๆ




วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

ไชยา มิตรชัย โพสต์ภาพครอบครัว แต่ชาวเน็ตแอบขนลุกเบาๆ กับเงาปริศนาด้านหลัง

เมื่อช่วงวันสงกรานต์ขึ้นปีใหม่ไทยที่ผ่านมา ไชยา มิตรชัย พระเอกลิเกคนดังและพ่วงตำแหน่งพิธีกรหน้าหวาน  ได้ควงแขนภรรยาคู่ชีวิตและลูกสาว น้องแป้ง พรภัสร์ชนก นำพวงมาลัยมาไหว้ขอพรคุณพ่อคุณแม่ตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เรียกว่าเป็นภาพครอบครัวที่อบอุ่นมาก

หลายคนเข้ามาชื่นชมภาพความน่ารักของครอบครัวมิตรชัยกันอย่างมากมาย แต่ภาพดังกล่าวทำเอาบางคนถึงกับแอบขนลุกเบาๆ พร้อมๆ กับโฟกัสไปที่ด้านหลังของภาพกันยกใหญ่ เพราะมีคล้ายๆ เงาของคนยืนอยู่ หลายคนเห็นแล้วจึงแห่เข้ามาคอมเมนต์สอบถามกันอย่างล้นหลามเลยทีเดียว 
ซึ่งบางคนบอกว่าไม่น่าจะใช่เงาคนดูคล้ายเหมือนหุ่นใส่ชุดลิเกและถูกวางอยู่ด้านนอกเท่านั้น บางคนบอกว่าอาจจะมีคนยืนอยู่ด้านหลังก็เป็นได้ 
ภาพดังกล่าวยังไมได้รับการยืนยันจาก ไชยา มิตรชัย แต่อย่างใด ถามกันเข้ามาหนักขนาดนี้ พี่เอ จ๋าชาวเน็ตเขารอเฉลยอยู่เหมือนกันนะจ๊ะ