วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

จอร์เกฟฟ์ เลือก โบลตัน แทนที่จะเลือก ลิเวอร์พูล

 



ยูริ จอร์เกฟฟ์ อดีตแนวรุกทีมชาติฝรั่งเศส เผยว่าได้ปัดข้อเสนอจาก ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนซบ โบลตัน เมื่อปี 2002


"ผมมีปัญหากับโค้ชที่ไกเซอร์สเลาเทิร์น จากนั้นผมได้ทานอาหารเย็นกับ แซม อัลลาร์ไดซ์ ที่เยอรมนี เราคุยกันทุกเรื่อง เขาบอกผมเกี่ยวกับสถานการณ์ของสโมสรและการที่พวกเขากำลังเสี่ยงต่อการตกชั้น"


"ผมเห็นชายที่แข็งแกร่งพร้อมแพสชั่นของเขาที่มีต่อสโมสรนี้และแฟนบอล นั่นทำให้ผมประทับใจ"


"ผมกำลังคุยกับ ลิเวอร์พูล, แมนฯ ยูไนเต็ด และ โบลตัน ในเวลาเดียวกัน ผมได้คุยกับ เชราร์ อุลลิเยร์ (กุนซือลิเวอร์พูลในตอนนั้น) ซึ่งเป็นเพื่อนที่ยอดเยี่ยมของผม แต่เขาบอกว่าผมไม่สามารถสัญญาได้ว่าคุณจะได้ลงเล่นตลอด"


"เราเข้าใกล้ฟุตบอลโลก 2002 และผมก็คุยกับ โรเชร์ เลอแมร์ (กุนซือทีมชาติฝรั่งเศสในตอนนั้น) ซึ่งเขาบอกว่าผมต้องลงเล่นถึงจะอยู่ในข่ายพิจารณา มันก็เหมือนกันกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน"


"ดังนั้น ผมเลยคิดว่า 'ผมจะไปโบลตันเพื่อลงเล่น 12 เกมสุดท้าย' ผมไม่รู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ผมรักฟุตบอลอังกฤษ รักในสภาพอาการห่วยๆ ผู้คน และแฟนบอลที่นั่น"


ติดตาม >> http://monclerjacketsoutletsalesonline.com/

>> http://seckauer-keramik.com/

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

“วิตามิน” ไม่ใช่ “ยา” ความคล้ายที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด


ความแตกต่างของ “วิตามิน” กับ “ยา”

 ยา กับ วิตามิน เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยา คือสิ่งที่ร่างกายไม่มี ร่างกายเราไม่สามารถผลิตยาเองได้ ดังนั้น ยาจึงไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในภาวะร่างกายปกติ ในทางกลับกัน ยามีไว้ใช้รักษาอาการผิดปกติของร่างกายที่มีอาการรุนแรง

เช่น อาการปวดหัว ต้องได้รับยาพาราเซตามอลที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ซึ่งยามีการออกฤทธิ์ที่เร็ว สามารถระงับอาการต่างๆ ได้ แตกต่างจากการรับประทานอาหารเสริมที่จะเข้าไปช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกาย


หลักการใช้ยาที่ถูกต้อง

เมื่อเรารับประทานยาจนหายป่วยแล้ว ต้องหยุดใช้ยา หากหายแล้วยังรับประทานยาต่อไปเรื่อยๆอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพราะยาส่วนใหญ่ผลิตจากสารเคมี หากใช้เป็นประจำและเกินความจำเป็น ท้ายที่สุดอาจเกิดการสะสมในร่างกาย และส่งผลเสียต่อตับและไตได้


“วิตามิน” สิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้

วิตามิน คือ สารที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราอยู่แล้ว และเป็นสิ่งจำเป็นที่ร่างกายขาดไม่ได้ หากขาดวิตามินแล้ว ร่างกายจะแสดงความผิดปกติออกมาให้เห็นทันที และเมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติต่างๆเกิดขึ้น สามารถตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุของการขาดวิตามินได้ และรับประทานวิตามินเสริมเข้าไป

วิตามินแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 7 บี 9 บี 12 และวิตามินซี โดยวิตามินชนิดนี้จะสามารถอยู่ในร่างกายได้ 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการดูดซึมไปใช้งานก็จะถูกขับออกทางไต  โดยการปัสสาวะนั่นเอง  ดังนั้น วิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ จะมีโอกาสสะสมในร่างกายน้อยมาก จึงไม่ค่อยมีผลข้างเคียง

วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งจะละลายได้ในไขมันเพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่สามารถขับออกทางปัสสาวะได้ หากได้รับวิตามินเหล่านี้มากเกินไป อาจเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ ผู้ที่รับประทานวิตามินชนิดนี้จึงควรมีช่วงที่หยุดรับประทานบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมในร่างกายมากจนเกินไป

วิตามินเป็นอาหารเสริม ไม่ใช่อาหารหลัก

แม้ว่าการได้รับวิตามินอย่างเพียงพอและเหมาะสมจะสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกายได้ ช่วยเสริมในส่วนที่ร่างกายขาดได้ หากเลือกรับประทานอย่างเหมาะสม แต่การรับประทานวิตามินก็ไม่สามารถมอบสารอาหารอันหลากหลายได้เหมือนอาหารจานหลัก

สำหรับวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายและควรได้รับทุกวัน ได้แก่ วิตามินซี และวิตามินบี  ซึ่งเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ หลังจากดูดซึมไปใช้งานแล้วจะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะ ไม่สะสมในร่างกาย จึงสามารถรับประทานเป็นประจำทุกวันได้อย่างปลอดภัย

ถึงแม้ว่าวิตามินจะไม่สามารถทดแทนอาหารจานหลักได้ แต่วิตามินและแร่ธาตุเสริม 1 เม็ด มักจะอัดแน่นด้วยปริมาณแร่ธาตุและสารอาหารที่คนปกติอาจไม่สามารถรับได้จากการรับประทานอาหารเพียง 1 มื้อหรือ 1 วันเพื่อให้ได้สารอาหารเหล่านั้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น ต้องกินฟักทอง 1 ผลเพื่อให้ได้เบตาแคโรทีน 2 มิลลิกรัม เท่ากับการรับประทานเบตาแคโรทีน 1 เม็ด ซึ่งคนปกติอาจไม่สามารถรับประทานฟักทองได้ถึง 1 ผล


วิตามิน เกราะป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ

สารอนุมูลอิสระ เปรียบเสมือนยาพิษ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม เช่น นอนดึก นอนไม่พอ สูบบุหรี่  ดื่มเหล้า หรือ เจอกับมลภาวะ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งความน่ากลัวของอนุมูลอิสระคือ แม้จะไม่ทำให้เกิดโรคในทันที แต่ทำให้ร่างกายเกิดความเสื่อม ทำลายเม็ดเลือด ทำลายอวัยวะต่างๆ และนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพในระยะยาว
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วัยไหน ควรดื่ม นม อย่างไร ถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563

วัยไหน ควรดื่ม นม อย่างไร ถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด


การดื่มนมมีความสำคัญกับทุกช่วงวัย เด็กทารกควรกินนมแม่อย่างเดียวติดต่อกัน 6 เดือนจนถึง 2 ปี ส่วนเด็กโตนมโคสดแท้ 100% รสจืดจะให้ประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงผู้สูงอายุที่ควรดื่มนมวันละ 1 แก้ว
นม มีไขมันดีเพิ่มพลังงาน โปรตีนสูงสร้างเม็ดเลือดและกระดูก แคลเซียมสูง ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ มีผลดีต่อสมอง เสริมสร้างพัฒนาการ อีคิว ไอคิว

อาการแพ้นมวัวนั้น อาจมีสาเหตุมาจากหลายๆ ปัจจัยรวมทั้งทางด้านพันธุกรรม แต่เด็กๆ ยังสามารถดื่มนมได้ เพราะยังมีนมชนิดอื่นมาทดแทน



ประโยชน์ของนม อาหารสำหรับทุกช่วงวัย

วัยทารก

- ประโยชน์ของนม เริ่มตั้งแต่ทารกกินนมแม่ เพราะนมแม่เป็นอาหารที่ให้ประโยชน์สูงสุดตั้งแต่ทุกคนลืมตาดูโลก โดยทารกต้องกินนมแม่อย่างเดียวติดต่อกัน 6 เดือน หรือบางครอบครัวให้กินจนถึง 2 ปี พร้อมกับเสริมอาหารตามวัย ซึ่งกุมารแพทย์ทารกแรกเกิดทุกคนให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และแนะนำเรื่องการให้กินนมแม่ 100% อยู่แล้ว

สารอาหารในนมแม่จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกได้อย่างดีที่สุด นมแม่ยังช่วยเสริมเรื่องของพัฒนาการ อีคิว ไอคิว ความฉลาดทางปัญญา ช่วยให้การเจริญเติบโตเหมาะสม และข้อดีอีกหนึ่งข้อ คือ ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ดังนั้นเด็กๆ ควรดื่มนมเพื่อช่วยเสริมให้ร่างกายเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่

วัยเด็ก

- เมื่อเด็กโตขึ้น สามารถดื่ม นมโคสดแท้ 100% ควรต้องเป็นนมรสจืดจะดีที่สุด โดยในปริมาณ 100 มิลลิลิตรเท่ากัน พบว่า นมสด มีส่วนผสมของแคลเซียม 135 มิลลิลิตร โปรตีน 3.3 กรัม วิตามินเอ 71 มิลลิกรัม และวิตามินอี 0.22 มิลลิกรัม ในขณะที่นมปรุงแต่งอื่นๆ ก็จะมีคุณค่าลดลงตามลำดับ และข้อดีของการดื่มนมจืด คือ สามารถช่วยลดพฤติกรรมการติดรสหวานได้

และยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน เบาหวาน และลดการเกิดฟันผุด้วย อย่างรู้กันมานานว่านมช่วยทำให้สูง ดังนั้นควรเตรียมตัวให้ดี เรื่องการดื่มนม ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงสร้างวินัยการออกกำลังกายให้เด็กๆ โดยเด็กผู้หญิงจะเริ่มสูงเมื่ออายุ  6 ปี เด็กผู้ชายเริ่มเมื่ออายุ 8 ปี

ส่วนที่เห็นว่าเด็กๆ มีอาการแพ้นมวัวนั้น อาจมีสาเหตุมาจากหลายๆ ปัจจัยรวมทั้งทางด้านพันธุกรรม แต่เด็กๆ ยังสามารถดื่มนมได้ เพราะยังมีนมชนิดอื่นมาทดแทน เช่น ทานนมที่มีโปรตีนนมวัวย่อยละเอียด นมจากเนื้อไก่ นมข้าวอะมิโนที่เป็นนมที่มีโปรตีนเป็นกรดอะมิโน หรือนมถั่ว

วัยผู้ใหญ่

- สำหรับผู้ใหญ่ หากเป็นผู้มีปัญหาไขมันในเลือดสูง อาจไม่แนะนำให้ดื่มนมวัวแท้ 100% ควรให้ดื่มนมเป็นชนิดพร่องมันเนย ส่วนหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร สามารถดื่มนมได้ตามปกติ แคลเซียมที่อยู่ในนมจะช่วยบำรุงกระดูกมารดาและสร้างกระดูกทารกในครรภ์

วัยผู้สูงอายุ

- สำหรับผู้สูงอายุ นมจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เป็นประโยชน์อย่างมากในวัยผู้ใหญ่ที่ร่างกายมีอัตราการสร้างฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ฟื้นฟูร่างกายลดน้อยลง โดยคนสูงอายุควรดื่มนมวันละ 1 แก้ว


คุณสมบัติและประโยชน์ของนม

- นมยังมีประโยชน์กับทุกเพศทุกวัย ดังนี้

- มีไขมันดี เพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย

- โปรตีน ได้แก่ เคซิน โกลบูริน อัลบูมิน และเอนไซม์ ที่สูงซึ่งมีประโยชน์ต่อการสร้างเม็ดเลือดและกระดูก

- แคลเซียมสูง เสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน  ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ และนมช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ดีหากเกิดอุบัติเหตุหรือมีบาดแผล

- แลคโตส นำไปใช้ในการเจริญเติบโตของสมอง

- มีวิตามินหลายตัว บำรุงเม็ดเลือดให้สมบูรณ์

- ช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาทให้ตอบสนองได้รวดเร็ว
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563

โควิด-19 เชื่อมโยงกับ "ระบบประสาท" จริงหรือ

ปัจจุบันโควิด-19 ยังคงระบาดไปทั่วโลก แม้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในบางประเทศเริ่มดีขึ้น แต่ก็ยังมีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับโรคบางโรคที่อาจเชื่อมโยงกับ โควิด-19 ได้ ซึ่งผู้ป่วยที่ติดเชื้อ นอกจากในระบบทางเดินหายใจ ยังสามารถทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ได้ โดยหนึ่งในระบบโรคดังกล่าวคือ โรคทางระบบสมองและประสาท

 

นพ.ชัยศักดิ์ ดำริการเลิศ แพทย์อายุรกรรมระบบประสาทและแพทย์ผู้ชำนาญการด้านพฤติกรรมประสาทวิทยาและโรคสมองเสื่อม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า มีงานวิจัยจากนครอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีนพบว่า ผู้ป่วยโควิด-19 สามารถพบอาการทางระบบประสาทได้ถึง 36%

ซึ่งอาการดังกล่าวพบได้ทั้งในระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) และระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nervous System) โดยคาดว่าอาการดังกล่าวเกิดจากการที่เชื้อไวรัสสามารถเข้าไปในระบบประสาทได้โดยตรง และไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ ให้เกิดการอักเสบ และทำให้มีการบาดเจ็บของเซลล์ประสาทตามมา

จากงานวิจัยดังกล่าวพบว่า อาการทางระบบประสาทในผู้ป่วยโควิด-19 มีได้ตั้งแต่อาการเพียงเล็กน้อย เช่น มึนศีรษะ ปวดศีรษะ การรับรสหรือรับกลิ่นลดลง อาการปวดเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อ จนถึงอาการรุนแรง เช่น การรับรู้สติสัมปชัญญะที่ลดลง อาการชัก หรืออาการของโรคหลอดเลือดสมอง
 

นอกจากนั้นยังมีรายงานผู้ป่วยเกี่ยวกับเชื้อโควิด-19 ที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ (Encephalitis) หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) โรคกลุ่มอาการกิลแลงบาร์เร (Guillain Barre Syndrome) และโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดในผู้ป่วยอายุน้อย (Acute Ischemic Stroke in Young Adults)

สำหรับคนที่มีโรคทางระบบประสาทอยู่เดิม เช่น โรคลมชัก โรคหลอดเลือดสมอง โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ หรือ โรคพาร์กินสัน จากงานวิจัยจนถึงปัจจุบันยังไม่พบว่าโรคประจำตัวทางระบบประสาทดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 และยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนชัดเจนว่า ยารักษาโรคทางระบบประสาทดังกล่าวจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวทางระบบประสาทดังกล่าวบางส่วนมีอายุค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าในคนสูงอายุนั้นมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ได้ง่ายกว่าในคนอายุน้อย รวมทั้งอาการแสดงจะรุนแรงกว่า จึงมีความจำเป็นที่ผู้ป่วยที่มีโรคประจำทางระบบสมองและประสาทดังกล่าว

ควรรับประทานยาต่อเนื่อง ดูแลสุขภาพตนเองให้ดี และมีการป้องกันการติดเชื้อที่ถูกต้องร่วมด้วย ในโรคทางระบบประสาทบางอย่าง เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมายแอสทีเนียกราวิส (Myasthenia Gravis)  โรคปลอกประสาทอักเสบของระบบส่วนกลาง (Multiple Sclerosis) หรือโรคเส้นประสาทอักเสบเรื้อรัง

 (CIDP) ผู้ป่วยบางคนจำเป็นต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือปรับเปลี่ยนภูมิคุ้มกันในการควบคุมโรค ซึ่งจากข้อมูลจนถึงปัจจุบัน ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่ายากลุ่มนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ได้มากน้อยเพียงใด แต่หากหยุดยาดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้โรคประจำตัวกำเริบ

ส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงจากตัวโรคและทุพพลภาพตามมา แนะนำว่าผู้ป่วยที่รับยาในกลุ่มนี้ไม่ควรหยุดยาเอง ควรดูแลสุขภาพ และป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อให้ดี ปรึกษาแพทย์ประจำที่รักษาก่อนการหยุดหรือปรับเปลี่ยนยาทุกครั้ง

การติดเชื้อโควิด-19 นอกจากจะทำให้เกิดอาการทางระบบหายใจแล้ว ยังสามารถทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทได้หลากหลายแบบ ซึ่งอาการดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นอาการที่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงกับเชื้อไวรัสชนิดนี้ บางครั้งอาการที่เป็นอาจเป็นจากสาเหตุอื่น ไม่ได้เป็นจากเชื้อโควิด-19 เสมอไป

ดังนั้นหากมีอาการหรือข้อสงสัย แนะนำให้ปรึกษาแพทย์อายุรกรรมระบบประสาทเพื่อทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของอาการต่อไป
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วิธีแก้ท้องอืดให้ได้ผล

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

วิธีแก้ท้องอืดให้ได้ผล

สาเหตุของอาการท้องอืดที่พบบ่อยมาจากการมีแก๊สในระบบทางเดินอาหารมากกว่าปกติ ซึ่งมาจากการรับประทานอาหารแล้วไม่สามารถย่อยได้อย่างเหมาะสมหรือมาจากการกลืนอากาศเข้าไปในขณะที่กำลังรับประทานอาหารหรือดื่มเครืองดื่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมต่อไปนี้ อาจเพิ่มโอกาสให้ท้องอืดได้มากขึ้น



- รับประทานอาหารเร็วเกินไป
- รับประทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย
- ดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ดื่มน้ำจากหลอดดูด
- เคี้ยวหมากฝรั่ง
- สูบบุหรี่
- สวมฟันปลอมหลวม

สาเหตุทางด้านสุขภาพอื่น ๆ ได้แก่

- ลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS)
- โรคลำไส้อักเสบ เช่น โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง (Ulcerative Colitis) หรือโรคโครห์น (Crohn's Disease)
- การทำงานของกระเพาะลำไส้ที่ผิดปกติ (Functional Gastrointestinal Disorders: FGIDs)
- อาการแสบร้อนกลางอก
- ภูมิแพ้อาหาร
- น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรืออ้วน
- ฮอร์โมนแปรปรวน
- โรคเจียอาร์ไดอาซิส (Giardiasis) หรือโรคท้องร่วงจากเชื้อเจียอาร์ไดอาซิส
- โรคที่เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร เช่น โรคกลัวอ้วน (Anorexia Nervosa) หรือโรคบูลิเมีย
- โรคเซลิแอค (Celiac Disease) หรืออาการแพ้กลูเตนในอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ เช่น ขนมปัง
- ภาวะอาหารผ่านเข้าสู่กระเพาะอาหารอย่างรวดเร็ว
- ภาวะน้ำในช่องท้อง จากโรคตับหรือโรคไต
- เนื้องอกในช่องท้อง
- ปัญหาทางด้านสุขภาพจิต เช่น ความเครียด วิตกกังวล และโรคซึมเศร้า
- ยาบางชนิดที่ทำให้มีแก๊สมาก เช่น ยานาพรอกเซน (Naproxen) ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) และยา- แอสไพริน (Aspirin)

ภาวะต่อไปนี้ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดแก๊สและอาการท้องอืด

- การขาดหรือมีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหารมากเกินไป
- มีการสะสมของแก๊ส
- การเคลื่อนไหวหรือการบีบตัวของลำไส้ลดลง
- เกิดความบกพร่องในการระบายลมออกจากร่างกาย
- ท้องผูก
- การดูดซึมอาหารที่ผิดปกติ
- ลำไส้แปรปรวน

เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์?

โดยทั่วไป อาการท้องอืดมักไม่มีอันตรายใด ๆ และมักหายไปได้เองโดยไม่ต้องรักษา แต่หากพบว่ามีอาการท้องอืดต่อเนื่อง และมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคที่มีความรุนแรงได้

- มีไข้สูง
- ปวดท้องอย่างรุนแรงหรือเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน
- อุจจาระปนเลือด หรืออุจจาระสีเข้มมาก
- ท้องเสีย
- แสบร้อนกลางอก
- อาเจียน
- น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

มีวิธีแก้ท้องอืดอย่างไรบ้าง ?

ปรับพฤติกรรมการรับประทานและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่าง ได้แก่

- รับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มให้ช้าลง จะช่วยลดการกลืนอากาศให้น้อยลงได้
- ดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงหรือจำกัดการดื่ม เพราะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก
- หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส เช่น พืชตระกูลผักกาด ถั่ว หัวหอม บรอกโคลี กะหล่ำดอก กล้วย ลูกเกด และขนมปังโฮลวีท
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของสารให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น ซอร์บิทอล (Sorbitol) เพราะผลิตจากน้ำตาลฟรุกโตสที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องอืด
- ผู้ป่วยที่มีอาการท้องอืดจากการแพ้โปรตีนกลูเตน ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของข้าวสาลีทุกชนิด หากแพ้น้ำตาลแลกโตสก็ควรงดผลิตภัณฑ์จากนมเช่นกัน
- หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม เพราะขณะที่กำลังเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม จะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
- จำกัดอาหารประเภทไขมัน
- สังเกตชนิดของอาหารหรือเครื่องดื่มที่มักทำให้เกิดอาการ
- หากมีอาการท้องอืดบ่อย ๆ เนื่องจากรับประทานอาหารมากเกินไป ควรลดปริมาณอาหารลง หรือแบ่งย่อยมื้ออาหารจาก 3 มื้อ เป็น 5-6 มื้อ เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ
- ลดน้ำหนัก สำหรับผู้ที่อ้วนหรือมีน้ำหนักตัวมาก
- ผู้ที่มีภาวะการย่อยแลคโตสผิดปกติ (Lactose Intolerance) ควรบริโภคผลิตภัณฑ์ทำจากนมที่ปราศจากแลคโตส
- บริโภคผลิตภัณที่มีโปรไบโอติกส์ (Probiotics) หรือจุลินทรีย์ที่มีชีวิตซึ่งมีประโชน์ต่อร่างกาย เช่น โยเกิร์ต โดยจะช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ และจากการวิจัยพบว่ามีส่วนช่วยบรรเทาอาการท้องอืดได้
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
- ตรวจสอบฟันปลอม เพราะหากฟันปลอมที่ใส่อยู่ไม่พอดี อาจทำให้ต้องกลืนอากาศเข้าไปมากเวลารับ- ประทานอาหารและดื่มน้ำ
- หลีกเลี่ยงความเครียดและความวิตกกังวล
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้และช่วยบรรเทาความเครียด
- หลังรับประทานอาหาร ควรขยับร่างกาย เช่น เดินเบา ๆ เพื่อช่วยให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว ซึ่งจะช่วยกำจัดแก๊สออกจากกระเพาะอาหารและลำไส้
- สมุนไพรบางชนิด นอกจากนำมาใช้เป็นส่วนผสมอาหารแล้วยังมีสรรพคุณที่ช่วยขับลมและบรรเทาอาการท้องอืดได้ เช่น ขิง สะระแหน่ ชินนาม่อน คาโมไมล์ โหระพา ยี่หร่า กระเทียม จันทน์เทศ ผักชีฝรั่ง และออริกาโน่
- รักษาด้วยการนวด

การนวดบริเวณท้องอาจมีส่วนช่วยลดอาการท้องอืดได้ โดยจากการศึกษาวิจัยพบว่าใน 80 คน ที่มีภาวะน้ำในท้องมากหรือท้องมาน (Ascites) และได้รับการนวดบริเวณท้องวันละ 2 ครั้ง วันละ 15 นาที เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 วัน ผลปรากฏว่า การนวดมีส่วนช่วยทำให้อาการซึมเศร้า วิตกกังวล ลดลง และช่วยให้อาการท้องอืดดีขึ้นได้ 

การรักษาด้วยยา

ยาที่นิยมนำมาใช้บรรเทาอาการท้องอืดได้แก่ ไซเมทิโคน (Simethicone) เป็นยาขับลม ช่วยบรรเทาอาการจุกเสียด ท้องอืด และแน่นท้อง หรือยาดอมเพอริโดน (Domperidone) ซึ่งช่วยการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้อาหารและแก๊สเคลื่อนผ่านระบบย่อยอาหารได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนั้น สำหรับผู้ที่มีปัญหาการย่อยอาหารที่ผิดปกติจากภาวะตับอ่อนบกพร่อง สามารถรับประทานเอนไซม์จากตับอ่อนเสริมพร้อมอาหารเพื่อเพิ่มเอนไซม์ที่ขาดหายไปได้

อ่านเพิ่ม อาการท้องเสีย ได้ที่นี่

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

"พลอย ชิดจันทร์" ลูก 4 แต่แซ่บมาก ปล่อยภาพเซ็ตเล่นน้ำดับร้อน เซ็กซี่ทุกช็อต



ไม่แปลกใจเลยจริงๆ ว่าทำไมบรรดาแม่ๆ รวมทั้งแฟนคลับ ถึงได้ยกให้นักแสดงสาว พลอย ชิดจันทร์ ศรีภรรยาของนักธุรกิจหนุ่ม เคน ฮุง เจ้าของสถานะคุณแม่ลูก 4 เป็นหนึ่งในคุณแม่ไอดอลแห่งยุค

เพราะทั้งไลฟ์สไตล์ การทำงาน การดูแลลูกๆ การเอาใจใส่คุณสามี ไปจนถึงการดูแลรูปร่าง เรียกได้ว่าสาวเก่งคนนี้จัดสรรตารางชีวิตได้เป๊ะมาก ไม่มีขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย

แถมล่าสุดเจ้าตัวก็ยังได้ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป๊ะของตัวเองให้แฟนๆ ได้ร้องว้าวกันอีกครั้ง ด้วยการปล่อยภาพเซ็ตในชุดว่ายน้ำขณะทำกิจกรรมดับร้อนกับลูกสาว ลงบนอินสตาแกรม @ploychidjun พร้อมเขียนแคปชั่นบรรยายถึงโมเมนต์นี้เอาไว้ด้วยว่า "Summer calling ฟรุ้งฟริ้ง สไตล์วัยรุ่น เที่ยวทะเล บ้านเราจ้า"

งานนี้เล่นเอาบรรดาแฟนคลับ ถึงกับต้องแห่เข้ามากดไลก์ให้กับความเซ็กซี่ปนน่ารักของ พลอย ชิดจันทร์ กันแบบรัวๆ เรียกได้ว่าเป็นคุณแม่ลูก 4 ที่ยืนหนึ่งเรื่องความเป๊ะปังมากจริงๆ




วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

ไชยา มิตรชัย โพสต์ภาพครอบครัว แต่ชาวเน็ตแอบขนลุกเบาๆ กับเงาปริศนาด้านหลัง

เมื่อช่วงวันสงกรานต์ขึ้นปีใหม่ไทยที่ผ่านมา ไชยา มิตรชัย พระเอกลิเกคนดังและพ่วงตำแหน่งพิธีกรหน้าหวาน  ได้ควงแขนภรรยาคู่ชีวิตและลูกสาว น้องแป้ง พรภัสร์ชนก นำพวงมาลัยมาไหว้ขอพรคุณพ่อคุณแม่ตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เรียกว่าเป็นภาพครอบครัวที่อบอุ่นมาก

หลายคนเข้ามาชื่นชมภาพความน่ารักของครอบครัวมิตรชัยกันอย่างมากมาย แต่ภาพดังกล่าวทำเอาบางคนถึงกับแอบขนลุกเบาๆ พร้อมๆ กับโฟกัสไปที่ด้านหลังของภาพกันยกใหญ่ เพราะมีคล้ายๆ เงาของคนยืนอยู่ หลายคนเห็นแล้วจึงแห่เข้ามาคอมเมนต์สอบถามกันอย่างล้นหลามเลยทีเดียว 
ซึ่งบางคนบอกว่าไม่น่าจะใช่เงาคนดูคล้ายเหมือนหุ่นใส่ชุดลิเกและถูกวางอยู่ด้านนอกเท่านั้น บางคนบอกว่าอาจจะมีคนยืนอยู่ด้านหลังก็เป็นได้ 
ภาพดังกล่าวยังไมได้รับการยืนยันจาก ไชยา มิตรชัย แต่อย่างใด ถามกันเข้ามาหนักขนาดนี้ พี่เอ จ๋าชาวเน็ตเขารอเฉลยอยู่เหมือนกันนะจ๊ะ